(0)
(0)
(0)
(811) ในกรณีที่เราต้องการเรียงข้อมูลที่มีหลายคอลัมน์นั้น (ในกรณีที่เราเก็บข้อมูลเป็นตัวแปรอะเรย์แบบ Hash หรือ Associate Array) เราจะต้องทำการบอกมันด้วยว่าเราต้องการเรียงลำดับข้อมูลจาก keys ไหนของ Array เช่น
(0)
(0)
(0)
(1456) เหตุผลที่เราต้องใช้อะเรย์ 2 มิติ (หรือหลายมิติ) นั้นก็เพื่อประหยัดทรัพยากรตัวแปรให้ใช้งานน้อยลง ซึ่งการใช้งานนั้นจะต้องคำนึงถึงด้วยว่าการที่จะใช้เป็นตัวแปรอะเรย์ 2 มิติหรือหลายมิตินั้น จะต้องเป็นการใช้งานในทางเดียวกัน เช่น ถ้ามีข้อมูลนักศึกษา 3 คน ในการเก็บข้อมูลเข้าตัวแปรอะเรย์แบบมิติเดียวนั้นจะต้องเก็บถึง 3 ตัวแปร แต่ถ้าเราใช้ตัวแปรอะเรย์ 2 มิติเราสามารถลดให้เหลือเพียง 1 ตัวแปรได้ และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายด้วย (อาจจะเป็นวิธีวนลูปแสดงข้อมูลทั้งหมดหรือการใช้งานในด้านอื่น ๆ ) ดังตัวอย่าง
(0)
(0)
(0)
(1736) นั่นก็คือ Array แบบธรรมดา และ Hashes Array (หรือจะเรียกว่า Associative Array) ความแตกต่างของอะเรย์ทั้งสองแบบนี้คือ Hashes Array สามารถกำหนดคีย์ (key) ของอะเรย์ได้โดยตรง แต่ Array แบบธรรมดานั้นจะใช้ key แบบตัวเลขเท่านั้นไม่สามารถกำหนดคีย์ (key) เป็นข้อมูลชนิดสตริงได้
(0)
(0)
(0)
(674) ในการจัดการข้อมูลนั้น ข้อมูลบางข้อมูลเราต้องการแยกออกมาเป็นส่วน ๆ เช่นข้อมูลที่เป็นวันที่ 12-06-2551 เมื่อเราต้องการเก็บวันที่ เดือน ปี ไว้ในตัวแปรเราก็จำเป็นต้องการแยกสตริงออกมาตาม pattern ที่เรากำหนดในที่นี้ถ้าเราต้องการเก็บค่าวันที่ เดือน ปี เราจะต้องใช้ pattern "-" เพื่อแยกออกมา เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เราไปดูตัวอย่างการใช้งานกันดีกว่าครับ
(0)
(0)
(0)
(697) เมื่อเราต้องการค้นหาคำ (หรือแทนที่ด้วย) ในตัวแปรสตริง เราสามารถกำหนดรูปแบบการค้นหาหรือคำที่ใช้ในการค้นหาได้ โดยรูปแบบในการค้นหาและแทนที่คำมีดังนี้
(0)
(0)
(0)
(901) ในบทความนี้จะอธิบายถึงเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ตัวแปรสตริง ไม่ว่าจะเป็นการตัดคำ การแทนที่คำ การแบ่งคำ และการรวมอะเรย์ไว้ให้เป็นตัวแปรสตริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเขียนภาษา Perl โดยรายละเอียดต่าง ๆ อยู่ด้านล่างนี้แล้ว...
Login
Search